การวิเคราะห์ปัญหาระบบบำบัดน้ำเสีย และแนวทางการปรับปรุงมีขั้นตอนดังนี้

  1. การตรวจสอบข้อมูล รูปแบบ และรายละเอียดระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อดูโครงสร้างระบบบำบัดและใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุง
  2. การตรวจสอบปริมาณและลักษณะน้ำเสีย เพื่อควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
  3. การตรวจสอบความสามารถในการรองรับน้ำเสียของระบบบำบัดน้ำเสีย
  4. การตรวจสอบสถานภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย ว่ามีความผิดปกติหรือไม่โดยต้องทำทุกวัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกรอกแบบ ทส.1 ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแบบการเก็บสถิติ และข้อมูล การจัดทำบันทึกรายละเอียด และรายงานสรุปผลการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย พ.ศ. 2555
  5. วิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไข ภายหลังการตรวจสอบระบบ ประกอบกับผลน้ำทิ้ง (ถ้ามี) โดยปัญหาและแนวทางการแก้ไข
  6. วางแผนปรับปรุงระบบ โดยกำหนดวิธี ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย
  7. สรุปผลการปรับปรุงระบบ

1. การตรวจสอบข้อมูล รูปแบบ และรายละเอียดระบบบำบัดน้ำเสีย

การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียให้มากที่สุด ข้อมูลที่จำเป็น ได้แก่

  • แบบก่อสร้างจริง (As-Built Drawings) เป็นข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบระบบบำบัดน้ำเสียขนาดถังบำบัด ตำแหน่งที่ตั้งอุปกรณ์เครื่องจักรกลแนวเส้นท่อและวาล์ว และระบบไฟฟ้าควบคุม
  • คู่มือการเดินระบบ (Operation Manual) ซึ่งจะประกอบด้วย ความรู้พื้นฐานของระบบบำบัดน้ำเสียประเภทนั้นๆ ข้อมูลอุปกรณ์เครื่องจักรกลในระบบ วิธีการควบคุมระบบ ปัญหาและวิธีการแก้ไขการตรวจสอบระบบและรายละเอียดประกอบแบบ (Specification) ของอุปกรณ์ซึ่งจะบอกยี่ห้อ รุ่น และส่วนประกอบต่างๆ ของอุปกรณ์ต่างๆ
  • รายการคำนวณประกอบแบบ (Calculation Sheet) เป็นข้อมูลในการออกแบบ เช่น ความสามารถในการรองรับน้ำเสีย ลักษณะน้ำเสียเข้าระบบ เกณฑ์การออกแบบ ขนาดถังบำบัดและรายการคำนวณเลือกขนาดอุปกรณ์ต่างๆ

2. การตรวจสอบปริมาณและลักษณะของน้ำเสีย

ปริมาณและลักษณะของน้ำเสียที่เข้าระบบเป็นข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบระบบ ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบความสามารถในการรองรับน้ำเสียของระบบ การตรวจสอบปริมาณน้ำเสียสามารถทำได้หลายวิธีแต่วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด คือการประมาณจากปริมาณการใช้น้ำประปา โดยปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นเท่ากับร้อยละ 80 ของปริมาณการใช้ประปา ส่วนลักษณะน้ำเสียเข้าระบบต้องส่งไปวิเคราะห์ที่หน่วยงานหรือบริษัทรับวิเคราะห์น้ำเสีย พารามิเตอร์ที่ควรทำการตรวจวัด ดังตาราง

ตาราง พารามิเตอร์ที่ควรทำการตรวจวัดน้ำเสีย

พารามิเตอร์หน่วยน้ำเสียก่อนการ
บำบัด
น้ำเสีย
หลังผ่าน
การบำบัด
ค่ามาตรฐาน
น้ำทิ้ง
พีเอช-5.5 – 9.0
ซีโอดีมก./ล.200 มก./ล.
บีโอดีมก./ล.20 มก./ล.
สารแขวนลอยมก./ล.40 มก./ล.
น้ำมันและไขมันมก./ล.20 มก./ล.

3. การตรวจสอบความสามารถรองรับน้ำเสียของระบบ

การตรวจสอบความสามารถรองรับน้ำเสียของระบบในปัจจุบันเป็นการนำเอาข้อมูลปริมาณลักษณะน้ำเสีย ขนาดถัง และอุปกรณ์เครื่องจักรกล จากการตรวจสอบข้างต้นมาตรวจสอบรายการคำนวณว่าระบบมีความสามารถรองรับน้ำเสียในปัจจุบันได้หรือไม่ โดยแยกตามหน่วยการบำบัด เช่น บ่อเกรอะ ถังปรับสภาพ ถังเติมอากาศ ถังตกตะกอน ถังสูบตะกอนย้อนกลับและถังสูบน้ำทิ้ง เป็นต้น ผู้ตรวจสอบต้องอาศัยความรู้ด้าน
การออกแบบเบื้องต้น การเปรียบเทียบค่าออกแบบของระบบจริงใน

ปัจจุบันกับค่าเกณฑ์การออกแบบ (Design Criteria) การหาข้อมูลรายละเอียดความสามารถของอุปกรณ์ในระบบ เช่น อัตราการให้ออกซิเจนของเครื่องเติมอากาศ อัตราการสูบน้ำของเครื่องสูบน้ำ เป็นต้น
กรณีที่ผู้ประกอบการมีรายการคำนวณประกอบแบบ ผู้ตรวจสอบควรพิจารณาปริมาณและลักษณะน้ำเสียขาเข้าในปัจจุบันเปรียบเทียบกับข้อมูลการออกแบบว่าระบบสามารถรองรับน้ำเสียได้และ/หรือมีอุปกรณ์
ครบตามที่ออกแบบไว้หรือไม่

4. การตรวจสอบสถานภาพของระบบ

การตรวจสอบสถานภาพของระบบเป็นการตรวจสอบลักษณะทางกายภาพต่างๆ ที่เป็นสิ่งบ่งบอกถึงการทำงานของระบบว่าสมบูรณ์เพียงใดตัวอย่างการตรวจสอบทางกายภาพ ประกอบด้วย

  • สีของตะกอน ในถังเติมอากาศที่ดีควรเป็นสีน้ำตาลเข้ม
  • กลิ่นของน้ำในถังเติมอากาศ ที่มีการควบคุมที่ดีจะมีกลิ่นคล้ายดิน
  • ฟอง
    • ถ้าพบฟองสีขาวในถังเติมอากาศแสดงว่าอายุตะกอนจุลินทรีย์น้อยเกินไป ควรลดการทิ้งตะกอนลง หรือกักตะกอนให้อยู่ในบ่อเติมอากาศให้นานขึ้น
    • ถ้าพบฟองสีน้ำตาลในถังเติมอากาศแสดงว่าอายุตะกอนจุลินทรีย์มีอายุสูงเกินไป ควรมีการระบายตะกอนเพิ่มให้มากขึ้น หรือทำให้ตะกอนอยู่ในบ่อเติมอากาศให้น้อยลง
    • นอกจากนั้นฟองยังมีสาเหตุมาจากสารเคมีหรือผงซักฟอกที่เข้ามาในระบบ
  • ลักษณะการเติมอากาศ ของเครื่องเติมอากาศ
    • ต้องสามารถกวนผสมน้ำได้อย่างทั่วถึงทั้งบ่อ
  • ตะกอนลอย ในถังตกตะกอนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
    • มีน้ำมันหลุดเข้ามาในระบบมากทำให้ตะกอนจุลินทรีย์ตกตะกอนไม่ดี
    • การเติมอากาศมากเกินไป จนทำให้ฟองอากาศจับกับตะกอนจุลินทรีย์ลอยขึ้นมาที่ผิวหน้า ปกติค่าออกซิเจนละลายในถังเติมอากาศควรอยู่ระหว่าง 1-2 มิลลิกรัมต่อลิตร
    • การเกิดมีตะกอนจุลินทรีย์ค้างอยู่ในถังตกตะกอนนานเกินไป กระบวนการดีไนตริฟิเคชัน ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนไนเตรตในน้ำแล้วเปลี่ยนเป็นก๊าซไนโตรเจนลอยขึ้นมาที่ผิวน้ำพร้อมกับยกตะกอนจุลินทรีย์ขึ้นมาด้วย
  • ลักษณะของน้ำทิ้ง
    • ลักษณะของน้ำทิ้งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของระบบ หากน้ำทิ้งขุ่นอาจมีสาเหตุมาจากถังตกตะกอนทำงานไม่ดีอาจเกิดจากน้ำลัดวงจร หรืออาจเกิดจากอายุตะกอนจุลินทรีย์ต่ำและตะกอนมีความหนาแน่นน้อย

5. การวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไข

เมื่อทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบผู้ตรวจสอบต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสีย ในการวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ และกำหนดวิธีการแก้ไข ในบางปัญหาอาจมีโอกาสเกิดจากหลายสาเหตุ ตัวอย่างการวิเคราะห์ปัญหาและวิธีการแก้ไข ดังตาราง

ข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดจากข้อบกพร่องวิธีดำเนินการแก้ไข
1. เกิดตะกอนลอยที่หน้าในถังตกตะกอนตะกอนลอยอาจหลุดไปกับน้ำทิ้ง ทำให้น้ำทิ้งไม่ผ่านตามมาตรฐานฯ1. ทำการสูบตะกอนที่ทับถมและตะกอนที่ลอยหน้าในถังตกตะกอนทิ้ง
2. ตรวจสอบการทำงานของบ่อดักไขมัน ตักไขมันทิ้งอย่างสม่ำเสมอ
3. ตรวจสอบค่าปริมาณออกซิเจนละลายในถังเติมอากาศ หากมีปริมาณต่ำ ให้เพิ่มการเติมอากาศ
4. ปรับปรุงระบบสูบตะกอนย้อนกลับ
5. เพิ่มปรอมาณการทิ้งตะกอน
2. ท่อระบายตะกอนจากถังตกตะกอนอุดตันเกิดจากการทับถมของตะกอนในถังตกตะกอน ทำให้เกิดก๊าซจากการหมักเป็นผลให้ตะกอนลอยชั้นที่ผิวหน้าแก้ไขการอุดตันของท่อระบายตะกอน หากยังไม่ดีขึ้นหรือตะกอนตันบ่อยให้ทำการย้ายเครื่องสูบตะกอนย้อนกลับมาไว้ในถังตะกอน

6. การวางแผนงานการปรับปรุงระบบ

เมื่อทราบวิธีการแก้ไข ผู้ตรวจสอบต้องวางแผนงานการปรับปรุงโดยกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน ประมาณการค่าใช้จ่าย พร้อมกำหนดระยะเวลาในการปรับปรุงระบบในแต่ละขั้นตอน เพื่อใช้เป็นแผนงาน
เป้าหมายของการดำเนินงานปรับปรุงระบบตัวอย่างตารางแผนงานการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียหรือการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ตามตาราง

7. สรุปผลการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสีย

เมื่อดำเนินการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียแล้วเสร็จ ผู้ตรวจสอบต้องทำการติดตามผลการดำเนินงานและสรุปผลการปรับปรุงโดยการพิจารณาจากผลวิเคราะห์น้ำทิ้ง พร้อมสรุประยะเวลาการดำเนินการค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงระบบ

ที่มา : กรมควบคุมมลพิษ